อุปทานหมุนเวียน อุปทานรวม และอุปทานสูงสุด ต่างกันอย่างไร
ในหน้าเหรียญของ SiamBitcoin Cap คุณจะเห็นตัวเลข "อุปทาน" สามแบบ ซึ่งแต่ละแบบตอบคำถามคนละข้อ การเข้าใจความต่างช่วยให้อ่านมูลค่าตลาดและมูลค่าเต็ม (FDV)ได้ถูกต้อง
อุปทานหมุนเวียน (Circulating Supply)
จำนวนเหรียญที่อยู่ในมือสาธารณะและซื้อขายได้จริงในตอนนี้ ไม่นับเหรียญที่ยังล็อกอยู่ในสัญญา เหรียญของทีมที่ยังไม่ปลดล็อก หรือเหรียญที่ยังไม่ถูกขุด ตัวเลขนี้คือตัวคูณของมูลค่าตลาด และเป็นค่าที่แหล่งข้อมูลต้องประเมิน จึงอาจต่างกันเล็กน้อยระหว่าง CoinGecko กับ Coinlore
อุปทานรวม (Total Supply)
จำนวนเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นแล้วทั้งหมด หักด้วยเหรียญที่ถูกเผา (burn) รวมทั้งเหรียญที่ยังล็อกอยู่ อุปทานรวมจึงมากกว่าหรือเท่ากับอุปทานหมุนเวียนเสมอ ตัวอย่างเช่น XRP สร้างครบ 100,000 ล้านเหรียญตั้งแต่ปี 2012 แต่ส่วนหนึ่งถูกล็อกไว้ใน escrow ทำให้อุปทานหมุนเวียนต่ำกว่าอุปทานรวมหลายหมื่นล้านเหรียญ
อุปทานสูงสุด (Max Supply)
เพดานจำนวนเหรียญที่จะมีได้ตลอดอายุโครงการ เขียนไว้ในโค้ดหรือกฎของเครือข่ายบิตคอยน์มีเพดาน 21 ล้าน BTC, Litecoin 84 ล้าน LTC และ Pepe 420.69 ล้านล้าน PEPE บางโครงการไม่กำหนดเพดาน เช่น อีเธอเรียม (หลังอัปเกรด EIP-1559 มีทั้งการออกเหรียญใหม่และการเผาค่าธรรมเนียม) หรือ Dogecoin ที่ออกเหรียญใหม่ประมาณ 5,000 ล้าน DOGE ต่อปีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในตารางเราจะแสดงว่า "ไม่จำกัด"
วิธีอ่านแถบอุปทานในหน้าเหรียญ
แถบสีใต้ตัวเลขอุปทานหมุนเวียนแสดงสัดส่วนของอุปทานหมุนเวียนต่ออุปทานสูงสุดแถบเต็มเกือบ 100% (เช่น บิตคอยน์ราว 95%) หมายความว่าเหรียญใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดเหลือน้อยมาก แถบสั้น เช่น 30–40% หมายความว่ายังมีเหรียญอีกมากที่จะถูกปลดล็อกหรือขุดออกมาในอนาคต ถ้าโครงการไม่มีอุปทานสูงสุด เราจะไม่วาดแถบ
ทำไมอุปทานถึงเปลี่ยน
- การขุดหรือการออกเหรียญใหม่ (issuance) — บิตคอยน์เพิ่มเหรียญทุกบล็อกและลดครึ่งหนึ่งทุกประมาณ 4 ปี (halving)
- การปลดล็อก (unlock/vesting) — เหรียญของทีม นักลงทุนรายแรก หรือกองทุนระบบนิเวศทยอยปล่อยตามตาราง
- การเผา (burn) — ส่งเหรียญไปยังที่อยู่ที่ไม่มีใครใช้ได้ ทำให้อุปทานรวมลดลง เช่นการเผา BNB รายไตรมาส
- การเปลี่ยนวิธีนับของแหล่งข้อมูล — เมื่อโครงการเปิดเผยข้อมูลใหม่ แหล่งข้อมูลอาจปรับตัวเลขหมุนเวียนย้อนหลัง
สิ่งที่ควรระวัง
อุปทานที่ต่ำไม่ได้แปลว่าเหรียญ "หายาก" หรือมีค่าเสมอไป และอุปทานที่สูงมากอย่าง Shiba Inu ก็ไม่ได้แปลว่าไร้ค่า สิ่งที่มีความหมายคือราคา × อุปทาน (มูลค่าตลาด) และอัตราการเพิ่มของอุปทานในอนาคต ตัวเลขทั้งหมดบนเว็บนี้อัปเดตอัตโนมัติจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ และเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
